
ผ่านไปครบ2ปีแล้วสำหรับเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทว่า กระัทั่งวันนี้สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังไม่สงบ
ย้อนกลับไปเมื่อ2ปีก่อน ครั้งนั้น เป็นรัฐประหารในประเทศไทยซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะและขณะเดียวกัน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา(ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน)เป็นผู้ดำเนินการตามแผนปฐพี49นำกองกำลังทหารและรถถังเข้ายึดพื้นที่ต่างๆในกรุงเทพฯได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ชนิดที่กว่าคณะรัฐบาลจะรู้ตัวหันไปทางไหนก็เจอแต่กระบอกปืน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ข่าวการรัฐประหารโดยได้พยายามติอต่อช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อการออกโทรทัศน์ แต่เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมไว้จึงทำให้การออกโทรทัศน์ไม่ได้และมีการโฟนอินไปยังช่อง 9 ประกาศใช้ พ.ร.ก สถานการณ์ฉุกเฉิน เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อมีการยึดพื้นที่ได้ทำให้ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี แล้วประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร
หลังจากนั้นวลี โปรดฟังอีกครั้งหนึ่งก็ดังขึ้น มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ทั่วโลกตกใจกับการรัฐประหารยุคปี200ของประเทศไทย จีนวางตัวเป็นกลาง ส่วนอเมริกาแน่นอน ยอมรับไม่ได้กับเหตุการณ์นี้
กระนั้น รัฐประหารดังกล่าวไม่มีการเสียเลือดเนื้อและไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ อันที่จริงไม่มีเสียงปืนดังสักนัด
ส่วนคนไทยก็ตื่นตระหนกกันได้ไม่เกิน24ชม. แล้วก็กลับมาดำเนินชีวิตกันเป็นปกติ หลายคนรู้สึกโล่งใจขึ้น เพราะปัญหาการเมืองที่คลุมเครืออยู่นานนับปีได้ถูกคลี่คลายไป อย่างน้อยก็ในตอนนั้น

ยิ่งกว่านั้น พอคุ้นชินกับทหารและรถถังแล้ว ประชาชนก็พากันไปเยี่ยมชม ถ่ายรูปกัน พ่อแม่พาลูกไปขึ้นรถถังอย่างกับงานวันเด็ก แม้แต่ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยในช่วงนั้นก็ยังเอากับเขาด้วยภาพดอกไม้ปลายปืนที่ออกมาทำให้เป็นที่โจทย์จันไปทั่วโลก ว่าเป็นการปฏิวัติรัฐประหารที่หน่อมแน้มที่สุดในโลก
สิ่งที่ต้องตั้งคำถามก็คือเราได้อะไรและเสียอะไรกับการรัฐประหาร 19 กันยาบทเรียนที่ผ่านมาได้สอนอะไรบ้างทำอย่างไรเราจะไม่เดินไปหาทางตันเหมือนเดิมอีก

















หวังว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นรถถังวิ่งบนถนนราชดำเนิน
ที่มา:
Mthainews
www.mthai.com